การวิจัยและบทความทางวิชาการ
รายละเอียด
(Managing Education for Ethnic Children on Opportunity and Equality of Basic Education Achievement towards Vocational Education Development for Labour Preparedness of the Country and ASEAN Economic Community)


บทคัดย่อ

ชื่องานวิจัย :     ความเท่าเทียมด้านโอกาสและเสมอภาคในความสัมฤทธิ์ผลทางการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อการพัฒนาอาชีวศึกษาในการเตรียมแรงงานของประเทศและประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน: การจัดการศึกษาเด็กชาติพันธุ์


(Managing Education for Ethnic Children on Opportunity and Equality of Basic Education Achievement towards Vocational Education Development for Labour Preparedness of the Country and ASEAN Economic Community)

ชื่อผู้ศึกษา :      รองศาสตราจารย์ ดร. มาฆะ  ขิตตะสังคะ, ดร.ทรงวิทย์  เชื่อมสกุล
                         ดร. ทิพวรรณ์ สุวรรณโน, นายโกมินทร์ วังอ่อน, นายธีรวัรช แก้วเปี้ย
                                                         นางณัฐธิดา จุมปา, นายพิทักษ์ รัตนแสงสว่าง และนางสาวเพ็ญพักตร์ ไชยนุรักษ์

ระยะโครงการ : 15 กรกฎาคม 2557 – 15 สิงหาคม 2558

          โครงการวิจัย “ความเท่าเทียมด้านโอกาสและเสมอภาคในความสัมฤทธิ์ผลทางการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อการพัฒนาอาชีวศึกษาในการเตรียมแรงงานของประเทศและประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน: การจัดการศึกษาเด็กชาติพันธุ์” ได้กำหนดวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์ที่ส่งผลต่อความด้อยโอกาสและความไม่เสมอภาคของเด็กชาติพันธุ์เมื่อเข้าสู่การเรียนในโรงเรียนขยายโอกาสตามนโยบายของรัฐ ที่ใช้ภาษาไทยเป็นสื่อในระบบการเรียนการสอนภายใต้ระบบพหุวัฒนธรรมศึกษา  และความสัมฤทธิ์ผลทางการศึกษาขั้นพื้นฐานที่มีองค์ประกอบทักษะอาชีพตามแนวทางอาชีวศึกษา เพื่อนำไปสู่การพัฒนาแรงงานขั้นสูงของประเทศ และประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

             กลุ่มประชากรตัวอย่างได้คัดเลือกโรงเรียนขยายโอกาสที่มีนักเรียนชาติพันธุ์บริเวณภาคเหนือตอนบน 3 จังหวัด ตัวแทนจังหวัดละ 1 ชาติพันธุ์ ได้แก่ 1) จังหวัดเชียงราย : โรงเรียนบ้านดอยเวียงผาพิทยา (ชาติพันธุ์ลาหู่) บ้านแม่ปูนล่าง ตำบลเวียง อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย
2) จังหวัดเชียงใหม่
: โรงเรียนเจ้าพ่อหลวงอุปถัมภ์ 7 (ชาติพันธุ์ม้ง) บ้านแม่สาใหม่ ตำบลโป่งแยง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ 3) จังหวัดพะเยา : โรงเรียนบ้านใหม่ปางค่า (ภูลังกาอนุสรณ์)
(ชาติพันธุ์อิ้วเมี่ยน) บ้านปางค่าใต้ ตำบลผาช้างน้อย อำเภอปง จังหวัดพะเยา

          การจัดเก็บข้อมูลใช้วิธีการสัมภาษณ์นักเรียน ครูผู้สอน ผู้บริหารโรงเรียน และการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม เพื่อหารูปแบบการอาชีวศึกษาเชิงนโยบาย จากครู ผู้บริหารโรงเรียน นักการศึกษาด้านอาชีวศึกษา คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานประจำเขตพื้นที่การศึกษา ผู้แทนหอการค้าจังหวัด นิคมอุตสาหกรรมและสำนักงานแรงงานจังหวัด สถิติเชิงพรรณนาที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

          ผลการของการวิจัยพบความด้อยโอกาสและความไม่เสมอภาคของนักเรียนชาติพันธุ์ เนื่องจากความเป็นความเป็นชาติพันธุ์ การตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ทุรกันดาร การประกอบอาชีพของผู้ปกครองยังคงผลิตเพื่อความอยู่รอดทางเศรษฐกิจ เนื่องจากพื้นที่ทำกินจำกัดโดยการเพาะปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์บริเวณที่ลาดเทตามไหล่เขา ซึ่งไม่สามารถขยายการผลิตในเชิงพาณิชย์ การเรียนการสอนใช้รูปแบบเดียวกันตามเกณฑ์ของสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน เด็กนักเรียนชาติพันธุ์เรียนรู้ภาษาไทยเป็นภาษาที่สอง แต่การประเมินผลการเรียนด้วยตนเองพบความมั่นใจในระดับปานกลางและมากตามพัฒนาการการเรียนรู้ภาษาไทยซึ่งเป็นไปตามระยะเวลาและช่วงชั้นเรียนที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตามครูผู้สอน ผู้บริหารและนักวิจัยยังเห็นว่าพัฒนาการการเรียนรู้ภาษาไทยของนักเรียนชาติพันธุ์อยู่ในระดับต่ำ ซึ่งสอดคล้องกับการประเมินการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (ONET) โรงเรียนทั้ง 3 กลุ่มตัวอย่างมุ่งเน้นการสอนเนื้อหาทั้ง 8 สาระวิชา มิได้มุ่งเน้นการวางพื้นฐานทักษะอาชีพตามวิถีเศรษฐกิจของชุมชน จึงพบช่องว่างระหว่างพื้นฐานอาชีพของนักเรียนชาติพันธุ์ และรูปแบบโรงเรียนที่เป็นสถาบันชุมชนท้องถิ่นในการพัฒนาทักษะอาชีพพื้นฐาน โดยผู้ปกครองและชุมชนยังไม่มีความเข้าใจการเรียนการสอนรูปแบบเตรียมอาชีวศึกษาและส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจถึงอนาคตในการลงทุนเพื่อการศึกษาต่อของลูกในระดับที่สูงขึ้น ผลการประชุมเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมเพื่อหารูปแบบการอาชีวศึกษาเชิงนโยบายของครูผู้สอน ผู้บริหารโรงเรียน นักการศึกษาด้านอาชีวศึกษา คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานประจำเขตพื้นที่การศึกษา ผู้แทนหอการค้า นิคมอุตสาหกรรม และแรงงานจังหวัด มีความเห็นสอดคล้องที่จะให้มีการบูรณาการระหว่างชุมชน โรงเรียน สถาบันอาชีวศึกษา และสถานประกอบการเพื่อนำการเรียนอาชีวศึกษาไปสู่โรงเรียนเพื่อฝึกฝีมือและสร้างประสบการณ์จริงให้กับผู้เรียนและเพื่อเป็นไปตามความต้องการที่แท้จริงของผู้เรียนและชุมชน

       The research project entitled “Managing Education for Ethnic Children on Opportunity and Equality of Basic Education Achievement towards Vocational Education Development for Labor Preparedness of the Country and ASEAN Economic Community” was aimed to study situations that had an effect to the disadvantaged and inequality on opportunity of the ethnic children when entering the school which using Thai language as a medium of instruction under the milieu of multicultural education and, to study basic education achievement which based on vocational skills learning in the schools which  will be leading to high skilled labor preparedness  of the country and ASEAN Economic Community.

          The purposively selected target sampling was comprised of three “expanding opportunity” schools which having ethnic children, namely; (1) Doi Wiang Pha Pittaya  School, Chiangrai Province, Lahu ethnic children, (2) Chao Por Luang Uppatham School, Chiangmai province, Hmong ethnic children, (3) Ban Mai Pang Kha School (Phulangka Anusorn), Phayao Province, Iu-mien ethnic children. Method of data collection was a questionnaire and a participatory workshop administered to the students, teachers, school directors, vocational educators, basic education committee from the assigned educational area, the representatives from Provincial Chamber of Commerce, Provincial Industry Estate and Provincial Labor Office. Descriptive statistics namely percentage, mean and standard deviation was used for data analysis.

The results of the study revealed the following findings:

(1)    The status of disadvantage and inequality of the ethnic children were caused by the being of ethnicity which has meant coming from  lowly esteemed social or cultural status,  their historical roots  of ancestor migrated long time ago from neighboring countries which having settlement surroundings located in the remote areas on the  high lands  reserved forest, parents’ livelihood operated traditional farming for subsistence due to limitation of cultivated land  where crops were grown  on the mountainous slope indicating inability to expand for commercial production.

(2)    Patterns of teaching and learning were of similarity as directed by the Office of Basic Education which the ethnic children faced a handicap to learn Thai as a second language and use Thai as a medium of teaching and learning, but as the increasing time spent in  classes since Pratomsuksa 1-3, Pratomsuksa 4-6 and Mathayomsuksa 1-3, it was found through students’ self-assessment that confidence in using Thai language was at moderate and high level but it was found contrarily  at low level by  teachers, school directors and researchers which had shown similar results from ONET test.

(3)    The three selected sampling schools emphasized teaching eight core subjects in accordance with guidance of the Office of Basic Education and did not lay foundation to teach vocational skills in line with the community way of livelihood. Therefore, a gap was found between the students’ vocational skills and the school patterns of teaching.

(4)    The results of participatory workshops to seek policy implications for pattern of teaching basic vocational skills in the schools through the involvement of teachers, school directors, vocational educators, basic education committee, provincial chamber of commerce, provincial industry estate and provincial labor office, had agreeably found  that there should be an integration among school and communities with the involvement  of Vocational Education Institutions to teach vocational skills with the pattern of “Pre-Vocational Education” in order to build the real life experience to the students and correspond to the needs of the community. In the mean time, parents and communities did not have much understanding about the pattern of integrated teaching “Pre-Vocational Education” in the school curriculum or did not understand how an investment in education meant a prospect future for their children.

คำสำคัญ  

               ชาติพันธุ์ (Ethnicity) หมายถึง กลุ่มชาติพันธุ์ที่มีการตั้งถิ่นฐานในเขตภาคเหนือตอนบน 8 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงราย จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดน่าน จังหวัดพะเยา จังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดแพร่ จังหวัดลำปาง และจังหวัดลำพูน ประกอบด้วย ชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง
อิ้วเมี่ยน กระเหรี่ยง อาข่า ลีซู ลาหู่ ไทใหญ่ ไทลื้อ ขมุ ลัวะ จีนยูนนาน และมลาบรี ที่กระจายอยู่จังหวัดต่างๆ ในเขตภาคเหนือตอนบน

       ชนเผ่า/ชนท้องถิ่น (Indigenous People) หมายถึง ชุมชนที่อยู่รวมกันมีแบบแผนพฤติกรรมเอกลักษณ์เหมือนหรือคล้ายคลึงกัน และมีความโดดเด่นเป็นที่ยอมรับ รับรู้และเข้าใจของคนส่วนใหญ่

               เด็กชาติพันธุ์ (Ethnic Children) หมายถึง เด็กเยาวชนนักเรียนกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง
อิ้วเมี่ยน กระเหรี่ยง อาข่า ลีซู ลาหู่ ไทใหญ่ ไทลื้อ ขมุ ลัวะ จีนยูนนาน และมลาบรี
ซึ่งเป็นกลุ่มด้อยโอกาสอาศัยอยู่ในชุมชนพื้นที่ทุรกันดาร และพื้นที่ชายขอบ โดยโอกาสทางการศึกษาของเด็กชาติพันธุ์ยังคงมีความไม่เท่าเทียมกับเด็กที่ได้รับการศึกษาตามการศึกษาภาคบังคับปกติ อีกทั้งโอกาสที่จะได้รับการศึกษาระดับที่สูงขึ้นเพื่อนำไปสู่การประกอบอาชีพที่มั่นคงยังมีไม่มากนัก

              การจัดการศึกษาเด็กชาติพันธุ์ (Managing Education for Ethnic Children) หมายถึง การจัดระบบทางการศึกษาที่เป็นไปตามนโยบายของรัฐตามพระราชบัญญัติการศึกษาของชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขปรับปรุง พ.ศ. 2545 เน้นการศึกษาสงเคราะห์ให้กับเด็กชาติพันธุ์ที่เป็นกลุ่มด้อยโอกาส ที่มีแหล่งพำนักและเข้ารับการศึกษาในโรงเรียนพื้นที่ทุรกันดาร และพื้นที่ชายขอบ โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ใน 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย

               ความเท่าเทียมด้านโอกาสและเสมอภาคในความสัมฤทธิผลทางการศึกษาขั้นพื้นฐาน (Equality of Basic Educational Achievement) หมายถึง โอกาสที่เด็กชาติพันธุ์ได้รับการศึกษาในระบบการศึกษาภาคบังคับตามปฏิญญาสากลขององค์การสหประชาชาติ ว่าด้วยสิทธิเด็กในการได้รับการศึกษา แม้ว่ามีการใช้ภาษาไทยเป็นสื่อในการสอน แต่เนื่องด้วยภาษาแรกหรือภาษาแม่ (Mother Language) ของเด็กชาติพันธุ์ใช้ภาษาถิ่นชาติพันธุ์มาตั้งแต่ชีวิตปฐมวัย โอกาสความสัมฤทธิผลทางการศึกษาและการได้รับองค์ความรู้และสาระวิชาต่างๆ อย่างครบถ้วน ระบบการจัดการศึกษาน่าจะเอื้ออำนวย เช่น การส่งเสริมทวิภาษาในชั้นเรียนเพื่อให้เด็กชาติพันธุ์สามารถพัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างมีความรู้ และเท่าทันด้วยการได้รับการใช้สื่อการสอนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัยควบคู่ไปด้วย

              การพัฒนาอาชีวศึกษาในการเข้าสู่ตลาดแรงงานของประเทศและประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (Vocational Education Development for Labour Preparedness of the Country and ASEAN Economic Community)  หมายถึง ระบบการจัดการศึกษาสำหรับเด็กชาติพันธุ์ควรมีหลักสูตรและวิธีการเรียนการสอนที่ให้ความสำคัญในการใช้ทวิภาษา และการแสดงอัตลักษณ์เชิงวัฒนธรรมที่หลากหลาย สามารถดำรงชีวิตที่กลมกลืนกับวัฒนธรรมหลักของสังคมและประเทศ หลักสูตรที่ดีจำเป็นต้องเอื้อประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต และเสริมสร้างสมรรถนะในอาชีพการงาน โดยได้รับโอกาสเข้าศึกษาต่อระดับอาชีวศึกษา ซึ่งในอนาคตสามารถเคลื่อนย้ายแรงงานตามมาตรฐานแรงงานของประเทศไทย และประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน มากกว่าการเป็นแรงงานฝีมือขั้นต่ำที่เป็นความต้องการของบางประเทศ เช่น สาธารณรัฐเกาหลี ญี่ปุ่น ใต้หวัน หรือตะวันออกกลางรับเข้าทำงาน เมื่อพ้นสัญญาจ้างงานอาจจะไม่มีงานรองรับเมื่อกลับประเทศต้นทาง อีกทั้งยังขาดการคุ้มครองสิทธิแรงงานตามระบบ Social Safety Net หรือ Social Security

            ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community: AEC) มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมอาเซียนให้เป็นตลาดและฐานผลิตเดียว มีการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ และการลงทุน แรงงานฝีมือ และเงินทุนอย่างเสรีภายในปี พ.ศ. 2558 (ค.ศ. 2015) การเคลื่อนย้ายแรงงานเป็นประเด็นสำคัญในการเปิดเสรี  8 สาขาวิชาชีพ คือ วิศวกร พยาบาล สถาปนิก นักสำรวจ แพทย์ ทันตแพทย์ นักบัญชี    และการท่องเที่ยว ในประเทศที่มีค่าตอบแทนต่ำ เช่น ประเทศในแถบอินโดจีน ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย รวมทั้งประเทศไทยก่อให้เกิดการเคลื่อนย้ายสู่ประเทศที่มีค่าแรงสูงกว่า และมีการใช้ภาษาอังกฤษอย่างแพร่หลาย

     กรมการจัดหางาน สำนักงานบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ (Thailand Overseas Employment Administration: TOEA) (2555) รายงานสถิติคนงานที่ได้รับอนุญาตให้เดินทางไปทำงานต่างประเทศ ประจำปี พ.ศ. 2554 พบว่า กลุ่มประเทศเซีย แรงงานส่วนใหญ่เดินทางไปทำงานในประเทศไต้หวัน ญี่ปุ่น สาธารณรัฐเกาหลี สิงคโปร์ มาเลเซีย และบรูไน และเป็นงานประเภทผู้ปฏิบัติงานในโรงงาน ผู้คุมเครื่องจักกล และผู้ปฏิบัติงานด้านการประกอบการ (46,400 คน) รองลงมาเป็นผู้ปฏิบัติงานโดยใช้ฝีมือในธุรกิจต่างๆ (15,510 คน) และผู้ปฏิบัติงานฝีมือด้านการเกษตรและประมง (12,870 คน) ซึ่งส่วนใหญ่ มีระดับการศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษา (42,237 คน) และประถมศึกษา (34,215 คน) รายงานดังกล่าว สะท้อนถึงแรงงานที่ไร้ฝีมือ และเป็นแรงงานในระดับล่าง ที่ต้องได้รับการพัฒนาให้เป็นแรงงานมีฝีมือในสาขาอาชีพที่เป็นที่ต้องการของประเทศปลายทางสำหรับการก้าวสู่การประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี พ.ศ. 2558 นี้ จึงมีความสำคัญในการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานที่มีฝีมือเพื่อรับมือการแข่งขันในสาขาวิชาชีพต่างๆ ภาษา และด้านการศึกษาเพื่อให้ปรับตัวให้เข้ากับมาตรฐานการทำงานในระดับสากล

          การปรับโครงสร้างโรงเรียนของเด็กชาติพันธุ์ให้เป็นสถาบันชุมชน (Restructure the School as the Community-based Institutions) หมายถึงกระบวนการจัดการศึกษาโดยชุมชนที่ให้โรงเรียนสามารถนำความรู้และความเชี่ยวชาญจากชุมชน ตลอดจนขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรมของชุมชนมาสร้างองค์ความรู้และประสบการณ์จริงให้กับเด็กชาติพันธุ์มากกว่าการถ่ายทอดเนื้อหาวิชาจากหลักสูตรไปสู่เด็ก การปรับโครงสร้างของโรงเรียนจะส่งเสริมกระบวนการปฏิรูปการศึกษาโดยชุมชนที่เสริมสร้างให้ภาษาและวัฒนธรรมของชาติพันธุ์ยังคงดำรงอยู่และสามารถบูรณาการไปสู่กระบวนการเรียนรู้ในเชิงองค์ความรู้เพื่อพัฒนาสติปัญญาและความสามารถทางวิชาการต่างๆ ของเด็ก




วิทยาลัยนานาชาติภูมิภาคลุ่มน้ำโขง มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
International College of Mekong Region, Chiang Rai Rajabhat University
80 Phaholyothin Road, Muang District, Chiang Rai Province 57100, Thailand
Phone / Fax (66-53) 776-306
หลักสูตรและการจัดการศึกษา
การวิจัยและบทความทางวิชาการ
การบริการวิชาการแก่สังคม
การทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม
การประกันคุณภาพการศึกษา
ตราสัญลักษณ์ประจำวิทยาลัย
ความเป็นมาของวิทยาลัย
ปรัชญา
วิสัยทัศน์
ปณิธาน
พันธกิจ
วัตถุประสงค์
Copyright 2008 International College of Mekong Region Chiang Rai Rajabhat University